มข. – สอน. – มิตรผล หารือนวัตกรรม “น้ำมันชีวภาพจากใบอ้อย” มุ่งเป้าเชิงพาณิชย์และนวัตกรรมเส้นใย ยกระดับอุตสาหกรรมอ้อยไทยสู่ยุค 4.0

          เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย รศ.น.สพ.ดร.ชูชาติ กมลเลิศ ผู้อำนวยการสำนักบริการวิชาการ และ รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่ รองผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และดิจิทัล ร่วมประชุมหารือกับคณะผู้บริหารจาก กลุ่มมิตรผล นำโดย คุณกำพล ฤทัยวณิช Head of Mitr Phol Innovation and Research เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการวิจัยการแปรรูปใบอ้อยเป็นน้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) และการสร้างคุณค่าร่วมกัน (CSV) เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ณ สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

            เครื่องต้นแบบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากใบและยอดอ้อย

              รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ คนใหญ่  กล่าวถึง ความร่วมมือระหว่าง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มข. และ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมระดับอุตสาหกรรม โดยใช้ เทคโนโลยีไพโรไลซิส (Pyrolysis) แปลงเศษใบอ้อยเป็นน้ำมันชีวภาพได้สูงถึง 1,000 ลิตรต่อวัน พร้อมทั้งพัฒนา เครื่องต้นแบบม้วนเก็บใบอ้อยอัตโนมัติ นวัตกรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานใหม่ (SDG 9) และพลังงานสะอาด (SDG 7) แต่ยังเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการแก้ปัญหาการเผาไร่อ้อย ลดฝุ่น PM 2.5 คืนอากาศบริสุทธิ์ให้ชุมชน (SDG 11) และรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยตรง (SDG 13) โดยมีเครื่องต้นแบบการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากใบและยอดอ้อยตั้งอยู่ที่ ศูนย์บางพระ จังหวัดชลบุรี ในพื้นที่ของ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งนี้ ในพื้นที่ดังกล่าวมีโรงงานน้ำตาลบางแห่งเริ่มเข้าไปศึกษาดูงานเครื่องต้นแบบนี้ เพื่อพิจารณาโอกาสในการพัฒนาต่อยอดเป็นธุรกิจในเชิงพาณิชย์ต่อไปในอนาคตอีกด้วย


                นอกเหนือจากนี้ รศ.ดร.ศุภสิทธิ์ มองว่าความท้าทายหลักของน้ำมันชีวภาพ (Bio-oil) จากใบอ้อยคือคุณสมบัติทางเคมีที่ไม่คงที่ตามคุณภาพของวัตถุดิบ จึงเสนอแนวทางแก้ปัญหาเพื่อความยั่งยืนทางการค้าดังนี้: การผสมกับน้ำมันจากขยะพลาสติก: นำ Bio-oil มาผสมกับน้ำมันที่ได้จากการกลั่นขยะพลาสติก (Waste Plastic) เนื่องจากน้ำมันพลาสติกมีคุณสมบัติทางเคมีใกล้เคียงปิโตรเลียมมากกว่า ช่วยเพิ่มคุณภาพให้คงที่และเป็นน้ำมันที่ลดมลพิษ จากการทดสอบสัดส่วนที่เหมาะสม (Optimization) เมื่อผสมกับน้ำมันพลาสติก ซึ่งการทดสอบกับ เครื่องยนต์คูโบต้าและรถจักรยานยนต์ พบว่าไม่ส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์และช่วยลดไอเสีย ได้อีกด้วย

📍 ต่อยอดนวัตกรรมสู่โลกธุรกิจแบบ Circular Economy (ตอบโจทย์ SDG 8, 12)

                ด้าน “กลุ่มมิตรผล” ได้เล็งเห็นศักยภาพและเตรียมผลักดันงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์ (Commercialization) เพื่อสร้างผลกระทบวงกว้าง (Big Impact) โดยมีการหารือและนำเสนอการปรับวิถีการผลิตแบบหมุนเวียน (SDG 12 การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน) ได้แก่:

  • นำ “ชานอ้อย” มาทดลองผลิตน้ำมันชีวภาพแทนการใช้ใบอ้อยเพียงอย่างเดียว เนื่องจากชานอ้อยมีความสม่ำเสมอของคุณภาพ (Consistency) และง่ายต่อการบริหารจัดการขนส่งจากกระบวนการผลิตในโรงงานโดยตรง
  • การทำแบบจำลองสถานการณ์ (Scenario) เพื่อเปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่าระหว่างการนำชานอ้อยไปผลิตน้ำมันชีวภาพ กับการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าในปัจจุบัน
  • การอัปเกรด Bio-oil ด้วยการผสมกับน้ำมันจากขยะพลาสติก (Waste Plastic) เพื่อใช้ในเครื่องจักรกลการเกษตร สร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (SDG 8)

            นอกเหนือจากด้านพลังงาน สำนักบริการวิชาการ มข. ยังได้ร่วมกับกลุ่มมิตรผลดำเนินกิจกรรม CSV ในพื้นที่ 3 แห่ง (กาฬสินธุ์, ภูเวียง, ภูเขียว) ผ่านโครงการต่างๆ อาทิ: นวัตกรรมอาหาร: พัฒนาผลิตภัณฑ์ Plant-Based จากถั่วลิสงแบรนด์ “ถั่วทองสมสะอาด” และการแปรรูปข้าวทับทิมชุมแพเป็นข้าวแต๋นน้ำอ้อย/น้ำแตงโม เกษตรและปศุสัตว์มูลค่าสูง: ส่งเสริมการเลี้ยง ไก่ประดู่หางดำ (ไก่กูดยูริกต่ำ) นวัตกรรมจาก มข. เพื่อสร้างรายได้เสริมที่ยั่งยืน การพัฒนาคน: การจัดอบรม Smart Agri-Entrepreneur เพื่อยกระดับเกษตรกรให้เป็นนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่

ชูโมเดลความร่วมมือ มข.-มิตรผล ยกระดับเศรษฐกิจชุมชน  (ตอบโจทย์ SDG 1, 2, 4)

                          รศ.น.สพ.ดร.ชูชาติ กมลเลิศ เปิดเผยว่า สำนักบริการวิชาการพร้อมทำหน้าที่เป็น “โหนด” (Node) กลางในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงสู่ชุมชน โดยความร่วมมือระหว่าง มข. สอน. และมิตรผล ในครั้งนี้ จะช่วยให้งานวิจัยไม่ขึ้นหิ้งแต่สามารถจับต้องได้ในเชิงธุรกิจ และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง BCG Economy ต่อไป

                ความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาครัฐ (สอน.) และภาคเอกชน (กลุ่มมิตรผล) ในครั้งนี้ ถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการสร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 17) เพื่อผลักดันนวัตกรรมด้านพลังงานและเกษตรกรรม ให้สามารถลดต้นทุน สร้างรายได้ และรักษาสิ่งแวดล้อม สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาประเทศด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG อย่างแท้จริง

คณะมนุษยศาสตร์ฯ มข. ยกระดับงานวิจัยไทยสู่เวทีนานาชาติ ผนึกความร่วมมือนักวิจัยมหาวิทยาลัยชั้นนำ จัดนิทรรศการ ‘Science as Diplomacy: a Thai Historical Context’ ถ่ายทอดบทบาท ‘วิทยาศาสตร์การทูต’ ในบริบทประวัติศาสตร์ไทย ณ เมืองลีดส์ สหราชอาณาจักร

Scroll to Top