ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ชำแหละวิกฤตพลังงานโลก เปิดมิติใหม่ “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” เมื่อน้ำมันไม่ใช่แค่เชื้อเพลิง แต่กลายเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในเกมการเมือง ระหว่างประเทศ พร้อมชี้ทางออกให้ไทยเร่งเดินหน้าพลังงานสะอาด ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้

จุดเริ่มต้นของสงครามที่ไม่มีวันจบ
ในโลกที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศยังคุกรุ่นอยู่ทุกมุม คำถามสำคัญที่หลายคนอยากรู้คือ ทำไมความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องไกลตัว จึงส่งผลสะเทือนมาถึงคนไทยทุกคนในรูปแบบของราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น

ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและกระทรวงพาณิชย์ และนายกสภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้คำตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้มีรากเหง้ามายาวนานกว่า 50 ปี และมันเชื่อมโยงกับสิ่งที่นักวิชาการเรียกว่า “ภูมิรัฐศาสตร์พลังงาน” หรือในภาษาชาวบ้านก็คือ “การเมืองเรื่องพื้นที่ที่มีทรัพยากร”
“มนุษย์มีปัญหาเรื่องการเมืองและพื้นที่มาตั้งแต่โบราณ ตั้งแต่มีมนุษย์อยู่บนโลก ก็ต้องการพื้นที่ของตัวเอง ต้องการขยายพื้นที่ และพอใครมารุกล้ำก็ต้องต่อสู้กัน” ดร.ณรงค์ชัย อธิบาย “สิ่งที่น่าสนใจในยุคนี้ก็คือ มีการเอาพลังงานมาเป็นอาวุธ เรียกว่า Weaponization“

ย้อนรอยความขัดแย้ง: จากยิวกับอาหรับ สู่สงครามพลังงาน
เรื่องราวทั้งหมดต้องย้อนกลับไปสู่ปี 1948 เมื่ออิสราเอลได้รับการรับรองเป็นรัฐอิสระโดยสหประชาชาติด้วยการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ (รัฐอิสราเอลสถาปนา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 1948) นับแต่นั้นมาอิสราเอลก็ต้องเผชิญกับแรงต้านจากทุกทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นปาเลสไตน์และกลุ่มฮามาส เลบานอนและกลุ่มเฮซบอลลาห์ หรือจอร์แดนที่อยู่รายล้อม
“ยิวก็อยากจะขยายพื้นที่ให้มากขึ้น ขยายไปทางไหนก็ชนกับใครสักคน และพวกเขาก็ต้องมีเรื่องกันอยู่ตลอด เพียงแต่จะใช้อะไรเป็นอาวุธ” คำตอบของอาวุธที่ทรงพลังที่สุดในยุคนี้ ไม่ใช่ขีปนาวุธหรือโดรน แต่คือน้ำมัน ดร.ณรงค์ชัย กล่าว
กำเนิดอาวุธพลังงาน: จากปลาวาฬสู่บ่อน้ำมัน
เพื่อให้เข้าใจว่าน้ำมันกลายมาเป็นอาวุธได้อย่างไร ต้องย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นของการค้นพบน้ำมันในฐานะเชื้อเพลิง ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 ราวปี ค.ศ. 1850 ก่อนหน้านั้น มนุษย์ใช้น้ำมันปลาวาฬจุดตะเกียง ซึ่งเป็นทรัพยากรที่แสนยากและแพง จนกระทั่งอเมริกาค้นพบน้ำมันที่รัฐเพนซิลเวเนีย และนำมาสกัดเป็นน้ำมันตะเกียงได้สำเร็จ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้น้ำมันมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ จากเดิมที่ใช้ไอน้ำขับเคลื่อนเครื่องจักร มนุษย์ได้พัฒนาเครื่องยนต์สันดาปที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง ทำให้ความต้องการน้ำมัน พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การสำรวจแหล่งน้ำมันทั่วโลก โดยพบแหล่งน้ำมันขนาดมหึมา ในตะวันออกกลางราวต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20

“เซเว่น ซิสเตอร์ส”: 7 บริษัทที่ครองโลก
เมื่อพบน้ำมันในตะวันออกกลาง บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากตะวันตกก็แห่กันเข้าไปสำรวจและผลิต ดร.ณรงค์ชัย เล่าว่า มีบริษัทหลักอยู่ 7 แห่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ The Seven Sisters ประกอบด้วยบริษัทอเมริกัน 5 แห่งในเครือสแตนดาร์ดออยล์ บริษัท British Petroleum (BP) ของอังกฤษ และ บริษัท Royal Dutch Shell ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างอังกฤษและเนเธอร์แลนด์
ดร.ณรงค์ชัย กล่าวต่อไปว่า เซเว่น ซิสเตอร์สนี้มีคำอธิบายที่น่าสนใจมาก ซึ่งผู้เขียนหนังสือ The Seven Sisters คือ แอนโธนี แซมป์สัน บอกว่า บริษัทน้ำมันพวกนี้เหมือนแมว เวลาส่งเสียงเราไม่รู้ว่ากำลังกัดกัน หรือกำลังมีเพศสัมพันธ์กัน นั่นคือเวลาประชุมกันก็เถียงกันอย่างดุเดือด แต่พอเถียงกันเสร็จก็ประกาศราคาร่วมกัน
กำเนิดโอเปก: เมื่อผู้ขายรวมหัวกัน
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อประเทศผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมตัวกันก่อตั้งองค์กรโอเปก (OPEC) และในปี 1972-1973 ก็ประกาศขึ้นราคาน้ำมันถึง 4 เท่า จาก 3 ดอลลาร์เป็น 12 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบคือโลกสั่นสะเทือน รวมถึงประเทศไทยที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 พอดี
“ผมเพิ่งเรียนจบปริญญาเอกกลับมาพอดี แล้วก็มาเจอวิกฤตน้ำมันทันที” ดร.ณรงค์ชัย เล่าด้วยความทรงจำ ที่ยังชัดเจน “ตอนนั้นได้ดอกเตอร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ เป็นที่ปรึกษาใหญ่ของท่านนายกสัญญา ธรรมศักดิ์ และมีคุณบุญมา วงศ์สวรรค์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งทำงานร่วมกันได้ดีเยี่ยม ประเทศก็ฟันฝ่าวิกฤตนั้นมาได้”
วิกฤตพลังงานครั้งที่ 2 เกิดขึ้นในปี 1979 หลังการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านโค่นล้มพระเจ้าชาห์ลง และอยาตอลเลาะห์ โคไมนี่ขึ้นมาปกครองในรูปแบบ “ศาสนาธิปไตย” ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่าน กับตะวันตกแตกหักโดยสิ้นเชิง ในประเทศไทย วิกฤตครั้งนี้รุนแรงถึงขนาดที่พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ต้องลาออกจากตำแหน่งเพราะประกาศขึ้นราคาน้ำมันจนประชาชนไม่พอใจ
“ปี 1980 รายได้จากการส่งออกของเราถึง 60% ต้องนำมาจ่ายค่าน้ำมัน” ดร.ณรงค์ชัย เผยตัวเลขที่น่าตกใจ “ขณะที่ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ มันต่างกันขนาดนั้น เพราะเราต้องนำน้ำมันเข้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์”

น้ำมันในฐานะอาวุธ: เมื่ออิหร่านยิงบ่อน้ำมันเพื่อนบ้าน
สถานการณ์ล่าสุดที่ทำให้แนวคิด “พลังงานคืออาวุธ” ชัดเจนที่สุด คือการที่อิหร่านตอบโต้การปฏิบัติการ ทางทหารของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาด้วยการโจมตีแหล่งน้ำมันและโรงกลั่นของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เป็นมิตรกับอเมริกา รวมถึงการขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดของโลก
“อิหร่านรู้ว่าน้ำมันทำให้คนสะเทือนได้ทั้งโลก” ดร.ณรงค์ชัย อธิบาย “เขาจึงใช้มันเป็นอาวุธตอบโต้ แม้แต่อเมริกาก็ยังขู่ว่าจะยิงถ้าอิหร่านไม่เปิดช่องแคบ แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือจริง นั่นแสดงให้เห็นว่าน้ำมันมีพลังอำนาจมากแค่ไหน”

ทางออกสำหรับประเทศไทย: ยอมรับความจริง แล้วเดินหน้า
สำหรับประเทศไทยซึ่งมีแหล่งผลิตน้ำมันในประเทศเพียง 50,000-80,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งไม่เพียงพอ ต่อความต้องการในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และยังต้องพึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์เป็นหลัก ดร.ณรงค์ชัย เสนอทางออกที่ชัดเจน 3 ระดับ

ระยะสั้น: ยอมรับความจริงว่าราคาพลังงานจะต้องปรับขึ้น การตรึงราคาไว้จะทำให้โรงกลั่นไม่นำเข้า และในที่สุดจะไม่มีน้ำมันใช้เลย “ราคาแพงยังดีกว่าไม่มีน้ำมัน เราเคยผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้วในอดีต”
ระยะกลาง: หาแหล่งพลังงานสำรองจากหลายทิศทางให้มากที่สุด เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งเดียว
ระยะยาว: เร่งพัฒนาพลังงานสะอาด โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งต้นทุนลดลงอย่างมากในช่วง 20 ปี ที่ผ่านมา

มหาวิทยาลัยขอนแก่น: ต้นแบบพลังงานสะอาดที่ประหยัดได้จริง
ดร.ณรงค์ชัย ยกตัวอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดย มข. ได้เซ็นสัญญา ให้เอกชนเข้ามาติดตั้งระบบโซล่าเซลล์บนพื้นที่ของมหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องลงทุนเลยแม้แต่บาทเดียว และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ถึง 30 เมกะวัตต์ ซึ่งเกินความต้องการของมหาวิทยาลัย พร้อมซื้อไฟฟ้าคืน จากผู้ลงทุนในราคาที่ถูกกว่าปกติถึง 52%
“สมมติว่าปกติจ่ายค่าไฟ 4 บาท เมื่อใช้ระบบนี้จะจ่ายไม่ถึง 2 บาท” ดร.ณรงค์ชัย อธิบาย “ไอเดียแบบนี้หน่วยงานอื่นก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพ หน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่หมู่บ้านที่มีพื้นที่สาธารณะ”
นอกจากนี้ มข. ยังมีโรงงานผลิตแบตเตอรี่ที่กำลังพัฒนาเพื่อรองรับระบบกักเก็บพลังงานจากโซล่าเซลล์ และกำลังจะขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในมหาวิทยาลัย ซึ่งจะทำให้บุคลากรสามารถใช้รถยนต์ไฟฟ้า ในราคาถูกที่สุดได้

บทสรุป: โลกกำลังเปลี่ยน และไทยต้องไม่ตกขบวน
ดร.ณรงค์ชัย ทิ้งท้ายด้วยมุมมองที่ทั้งเตือนและให้กำลังใจในเวลาเดียวกัน วิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น จะเป็นตัวเร่งให้ทุกประเทศต้องเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดอย่างจริงจัง แม้จะต้องผ่านช่วงเจ็บปวด ในระยะสั้นก็ตาม
“ทุกอย่างในโลกเวลามีการเปลี่ยนแปลงสำคัญ มันจะมีทั้งบวกทั้งลบผสมกัน” ดร.ณรงค์ชัย กล่าว “ในแง่ลบ ระยะสั้นเราจะลำบาก แต่ในแง่บวก สิ่งนี้จะเร่งให้เราเดินหน้าสู่พลังงานสะอาดเร็วขึ้น ซึ่งในระยะยาว จะทำให้เราพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น และไม่ต้องถูกพลังงานเป็นอาวุธมาขู่อีกต่อไป” ในโลกที่พลังงานกลายเป็นอาวุธแล้ว การมีพลังงานของตัวเองจึงไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่คือเรื่องของ อธิปไตยและความมั่นคงของชาติ
ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข
ภาพ : ณัฐวุฒิ จารุวงศ์ / ชายชาญ หล้าดา / ณัฐวุฒิ เพชรประไพ / KKU Podcast EP.24






