
เมือวันที่ 23 มกราคม 2569 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และเครือข่ายภาคีจากทุกภาคส่วน จัดพิธีเปิด “งานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2569” อย่างยิ่งใหญ่ โดยมี นางสาวอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวต้อนรับและรายงานการจัดงาน ในการนี้มี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เกษตรกร นักวิจัย และประชาชนที่สนใจ เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง ณ อาคารนิทรรศการจตุรมุข อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น

งานวันเกษตรภาคอีสาน ครั้งที่ 34 นี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ระหว่างวันที่ 23 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569 มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อแลกเปลี่ยนผลงานวิชาการและการวิจัยทางการเกษตร เผยแพร่และถ่ายทอดองค์ความรู้เทคโนโลยีการเกษตรสู่ชุมชน ฝึกอบรมอาชีพการเกษตรให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจ รวมถึงส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขนาดกลางและขนาดย่อม ถือเป็นเวทีสำคัญระดับภูมิภาคที่รวมพลังทุกภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าเงินหมุนเวียนประมาณ 600 ล้านบาท


รศ.ดร.ดรุณี โชติษฐยางกูร คณบดีคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า การจัดงานวันเกษตรภาคอีสานในทุกปีเป็นการจัดงานร่วมกันระหว่างคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเกษตร โดยธีมของงานในปีนี้คือ “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” ซึ่งสะท้อนทิศทางการพัฒนาภาคเกษตรในปัจจุบันที่ต้องมองตลาดก่อนการผลิต เนื่องจากในอดีตเกษตรกรมักผลิตก่อนแล้วค่อยหาตลาด ทำให้เกิดปัญหาสินค้าล้นตลาดอยู่เสมอ แต่ในปัจจุบันตลาดมีความซับซ้อนมากขึ้น ผู้บริโภคมีความต้องการที่หลากหลาย ทั้งสินค้าคุณภาพสูง สินค้าปลอดภัย และช่องทางจำหน่ายที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นตลาดทั่วไปหรือการสั่งซื้อออนไลน์ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ผลิตต้องศึกษาตลาดให้ชัดเจนก่อนการผลิต
“เมื่อเข้าใจตลาดแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ทั้งการใช้โดรนในการพ่นยา การทำเกษตรแม่นยำเพื่อใช้ปัจจัยการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงการนำ AI และดิจิทัลเทคโนโลยีมาใช้ในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ การจัดการแปลง ไปจนถึงการตลาดออนไลน์ แม้ว่าเกษตรกรส่วนใหญ่จะมีอายุมากและอาจมองว่าเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นความท้าทาย แต่การนำเสนอในงานครั้งนี้จะช่วยให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเพิ่มมูลค่าของสินค้าเกษตรได้อย่างไร ซึ่งนั่นคือเป้าหมายสำคัญเพื่อให้ผู้ที่อยู่ในภาคการเกษตรมีรายได้ที่ดีขึ้น ไม่ใช่แค่ทำการเกษตรไปแล้วยังคงยากจน”

รศ.ดร.ดรุณี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม การเพิ่มรายได้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากไม่คำนึงถึงความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของการเพิ่มมิติ “ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” เข้ามาในธีมงานปีนี้ เนื่องจากภาคเกษตรเป็นทั้งสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การผลิตในปัจจุบันจึงต้องคำนึงถึงทั้งสุขภาพของผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะปัญหาฝุ่น PM 2.5 จากการเผาฟางและเผาอ้อย ซึ่งหน่วยงานต่างๆ กำลังร่วมกันหาทางแก้ไขเพื่อให้เกษตรกรสามารถผลิตได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญ หากไม่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สินค้าบางอย่างอาจส่งออกไปขายต่างประเทศไม่ได้
“การจัดงานครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่งานมาชิม มาซื้อของฝาก หรือมาถ่ายรูป แต่เป็นเวทีสำคัญที่เปิดบ้านให้ผู้คนจากทั่วทุกสารทิศมาอัปเดตความรู้ใหม่ๆ ทางการเกษตร ซึ่งสอดคล้องกับปณิธานของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการเป็นมหาวิทยาลัยที่อุทิศเพื่อสังคม แม้จะวางตำแหน่งเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก แต่เท้าของเรายังติดดินอยู่กับชุมชน ปีที่แล้วมีผู้เข้าชมงานกว่าหนึ่งล้านคน มีเงินหมุนเวียนประมาณ 600 ล้านบาท แสดงให้เห็นว่างานนี้ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมาก”

“นอกจากภารกิจการบริการวิชาการแล้ว คณะเกษตรศาสตร์ยังมีบทบาทสำคัญในการผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ให้กลับสู่ภาคการเกษตร เนื่องจากเกษตรกรส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นผู้สูงวัย จึงจำเป็นต้องดึงดูดเยาวชนเข้ามาสู่ภาคการเกษตร ด้วยการปรับหลักสูตรให้เน้นทักษะการเป็นผู้ประกอบการ การออกแบบธุรกิจ และการนำเทคโนโลยีมาใช้ เพื่อเปลี่ยนภาพลักษณ์ของภาคการเกษตรให้น่าสนใจและทันสมัย เชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เยาวชนยินดีที่จะกลับมาสืบทอดอาชีพการเกษตรและพัฒนาต่อยอดด้วยองค์ความรู้ใหม่ เช่นเดียวกับโครงการ KKU Smart Flower Farm ที่นักศึกษาริเริ่มทำตั้งแต่ช่วงโควิด จนกลายเป็นแปลงดอกไม้เมืองหนาวแห่งแรกของจังหวัดขอนแก่น และเป็นตัวอย่างที่ดีว่าภาคการเกษตรไม่ได้ขายแต่ของกิน แต่สามารถสร้างมูลค่าจากความงามและประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อีกด้วย”

นางอิงอร ปัญญากิจ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวชื่นชมในความร่วมมือของหน่วยงานในสังกัดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ส่วนราชการจังหวัดขอนแก่น หน่วยงานราชการสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานภาคเอกชนที่ได้เล็งเห็นความสำคัญและร่วมกันจัดงานวันเกษตรภาคอีสานติดต่อกันมาเป็นปีที่ 34 การที่ทุกหน่วยงานได้ร่วมมือกันจัดงานในครั้งนี้ จึงถือเป็นการบูรณาการการทำงานร่วมกันเป็นอย่างดียิ่งในทุกภาคส่วน

“การยกระดับภาคเกษตรผ่านการตลาด ไม่เพียงแต่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนในชุมชน แต่ยังเป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาภาคเกษตรอย่างครบวงจร การส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในกระบวนการผลิตสินค้าเกษตร เพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตและสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ตลาด การนำเอาวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเกษตรกรรม สร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนและเกษตรกรในพื้นที่ พร้อมกับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพของผลผลิต การจัดงานในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาภาคเกษตรของเราให้ก้าวหน้าไปอย่างยั่งยืน”

สำหรับพิธีเปิดงานในวันนี้ เริ่มต้นด้วยการแสดงจากศิลปินเลือดอีสาน ป.ฉลาดน้อย ส่งเสริม ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำ) และ หมอลำพวงเพชร กาละพันธ์ ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (หมอลำกลอน) พร้อมการแสดงจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่อจากนั้นประธานในพิธีและผู้ร่วมงานยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัยถวาย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และ พิธีมอบโล่แก่ผู้มีอุปการคุณสนับสนุนการจัดงานจำนวน 10 โล่ พร้อมการถ่ายภาพหมู่ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการ ท่านกงสุล ผู้บริหารมหาวิทยาลัย และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ประธานในพิธีและหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ จะเยี่ยมชมนิทรรศการภายในอาคารนิทรรศการจตุรมุขและนิทรรศการบริเวณโดยรอบการจัดงาน

สำหรับไฮไลท์ภายในงาน กรมวิชาการเกษตร จัดแสดง 5 โซนสำคัญ ประกอบด้วย โซนแสดงพันธุ์พืชและเทคโนโลยีการผลิตอาหารปลอดภัย โซนการผลิตพืชและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โซนยกระดับมาตรฐาน GAP เกษตรอินทรีย์และสินค้า GI โซนตลาดและการส่งออก และโซนเสวนาวิชาการ ขณะที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ชูการพัฒนาพืชพันธุ์ดี อาชีพเกษตรมูลค่าสูง และ Young Smart Farmer ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต แปรรูป สาธิตเทคโนโลยี และการสร้างตลาดให้เกษตรกรอีสาน

กรมพัฒนาที่ดิน นำเสนอองค์ความรู้การจัดการและฟื้นฟูดินอย่างยั่งยืน ตั้งแต่การตรวจดินผ่าน e-Service การอนุรักษ์ดินและน้ำ ไปจนถึงการใช้ปัจจัยปรับปรุงดินเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิต ส่วน กรมการข้าว จัดแสดงข้าวพันธุ์ใหม่และพันธุ์แนะนำ พร้อมเทคโนโลยีการผลิตข้าวสมัยใหม่ เช่น การปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ การใช้นิเวศวิศวกรรมและโดรน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าข้าวไทยอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังมีการนำ “ควายแคระ” จากกรมปศุสัตว์ มาจัดแสดงและจัดประกวดด้วย ซึ่งถือเป็นสัตว์พันธุ์พื้นเมืองที่หายากและเป็นที่สนใจของผู้เข้าร่วมงาน
งานวันเกษตรภาคอีสาน ประจำปี 2569 เปิดให้เข้าชมฟรีตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม ถึง 1 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อุทยานเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook งานวันเกษตรภาคอีสาน




