สงครามตะวันออกกลาง 2026 วิกฤตน้ำมันโลกครั้งใหม่ บททดสอบเศรษฐกิจไทยในยุคความไม่แน่นอน

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สงครามระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งทางการทหารในภูมิภาคห่างไกล แต่กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในมิติของพลังงาน เศรษฐกิจ และความมั่นคง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว “ผู้รับผลกระทบ” ไม่ใช่เพียงประเทศคู่ขัดแย้ง หากแต่รวมถึงประชาชนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยจากบทสัมภาษณ์ของ หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “คุณปลื้ม” ในรายการ KKU Podcast EP.22 ได้สะท้อนภาพสถานการณ์อย่างชัดเจนว่า วิกฤตครั้งนี้คือ “จุดเปลี่ยนเชิงพลังงานและเศรษฐกิจ” ที่โลกกำลังเผชิญภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนไป: สงครามที่มากกว่าการสู้รบ
ความขัดแย้งในครั้งนี้เริ่มจากการปะทะกันทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล กับอิหร่าน ซึ่งมีการตอบโต้กันอย่างต่อเนื่อง ทั้งในรูปแบบการโจมตีทางอากาศ ขีปนาวุธ และโดรน ส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลาง เข้าสู่ภาวะตึงเครียดสูงสุดอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญที่ทำให้สถานการณ์นี้ “ต่าง” จากสงครามทั่วไป คือการที่อิหร่านเข้ามามีบทบาท ในการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก การเคลื่อนไหวดังกล่าว ส่งผลโดยตรงต่อระบบพลังงานโลกทันที

คุณปลื้ม ชี้ว่า แม้จะยังไม่ถึงขั้นเป็น “การจัดระเบียบโลกใหม่” แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการท้าทายอำนาจเดิม โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาค และอาจนำไปสู่ “สมดุลอำนาจรูปแบบใหม่” ในตะวันออกกลาง ในระยะยาววิกฤตราคาน้ำมัน: เมื่อความกลัว กลายเป็นต้นทุนของโลก
การปิดหรือควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดพลังงานเกิดความวิตกกังวลอย่างรุนแรง ราคาน้ำมันจึงพุ่งสูงเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเวลาสั้น ๆ

อย่างไรก็ตาม คุณปลื้ม อธิบายว่า โลกไม่ได้เผชิญ “ภาวะขาดแคลน” น้ำมันในเชิงปริมาณ แต่กำลังเผชิญ “ราคาที่สูงขึ้น” จากความเสี่ยงด้านอุปทานและความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงเป็นกลไกของตลาดที่กำลังปรับสมดุลใหม่ ผู้บริโภคจำเป็นต้องลดการใช้พลังงานลง ขณะที่ภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัวเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก: วงจรที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพลังงานเป็นต้นทุนพื้นฐานของทุกอุตสาหกรรม การปรับตัวของราคาน้ำมันจึงส่งผลเป็นลูกโซ่ไปยังสินค้าและบริการเกือบทั้งหมด ตั้งแต่ค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า ไปจนถึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สถานการณ์เช่นนี้ทำให้หลายประเทศเริ่มเผชิญภาวะ “Stagflation” หรือภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า แต่เงินเฟ้อกลับสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในภาวะที่บริหารจัดการยากที่สุด

ในขณะเดียวกัน ตลาดการเงินทั่วโลกก็ผันผวน นักลงทุนย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำ และดอลลาร์ ส่งผลให้ประเทศตลาดเกิดใหม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินทุนไหลออกและค่าเงินอ่อนค่า  

ผลกระทบต่อประเทศไทย: เมื่อวิกฤตโลกมาถึงครัวเรือน

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันสุทธิ ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ถือว่า “หลีกเลี่ยงไม่ได้” แนวโน้มที่เกิดขึ้น ได้แก่ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ลดลง เหลือเพียงประมาณ 1–1.4% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นจากต้นทุนพลังงาน ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้น โดยเฉพาะค่าไฟ ค่าเดินทาง และสินค้าอุปโภคบริโภค ในมุมของคุณปลื้ม สถานการณ์นี้สะท้อนภาพชัดเจนว่า “เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะโตช้า แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งกระทบต่อคนรายได้น้อยมากที่สุด”

นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบทางสังคม เช่น การอพยพแรงงานไทยจากตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบทั้งรายได้ครัวเรือนและตลาดแรงงานภายในประเทศจุดยืนของไทย: ความสมดุลทางการทูต
ในบริบทของความขัดแย้ง ไทยเลือกใช้แนวทาง “รักษาผลประโยชน์แห่งชาติ” เป็นหลัก โดยไม่เลือกข้าง แต่เน้นความร่วมมือกับทุกประเทศ คุณปลื้ม มองว่า แนวทางนี้ไม่ใช่เพียง “ความเป็นกลาง” แต่คือการดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างยืดหยุ่น เพื่อให้ไทยสามารถรักษาความสัมพันธ์และผลประโยชน์ กับทุกฝ่ายได้ในเวลาเดียวกัน

ทางเลือกเชิงนโยบาย: สิ่งที่ควรทำท่ามกลางวิกฤต
จากการวิเคราะห์ คุณปลื้ม เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
การปล่อยให้กลไกตลาดทำงาน รัฐบาลไม่ควรแทรกแซงราคาพลังงานมากเกินไป เพราะอาจสร้างผลกระทบเชิงลบในระยะยาว และบิดเบือนกลไกเศรษฐกิจ
การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ ไทยควรลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG และหันไปลงทุนในพลังงานทางเลือก เช่น โซลาร์ พลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก และเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่น ๆ
และการใช้วิกฤตเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ประเทศไทยสามารถวางตำแหน่งตนเองเป็น “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายภูมิภาคมีความเสี่ยงสูง

คุณปลื้ม ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า วิกฤตครั้งนี้ “ไม่ถึงขั้นล่มสลาย” แต่จะทำให้โลกอยู่ในภาวะ พลังงานแพงยาวเป็นปีและบีบให้ทุกประเทศต้อง “ปรับตัวครั้งใหญ่” สำหรับไทย คำถามสำคัญ ไม่ใช่ “จะรอดไหม” แต่คือ จะใช้วิกฤตนี้ เปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจได้หรือไม่บทสรุป: วิกฤตที่บีบให้โลกต้องปรับตัว
แม้สงครามครั้งนี้อาจไม่ถึงขั้นทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกล่มสลาย แต่กำลังเปลี่ยน “โครงสร้างต้นทุน” ของโลกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในด้านพลังงาน สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะรับมืออย่างไร” แต่คือ “จะใช้โอกาสจากวิกฤตนี้ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศได้หรือไม่”
ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ ความสามารถในการปรับตัว อาจเป็นปัจจัยชี้ขาดระหว่าง “การอยู่รอด” กับ “การเติบโต” ในอนาคต

Global Chaos, Thailand’s Choice โลกเดือด เศรษฐกิจปั่นป่วน ไทยควรยืนตรงไหน? | KKU Podcast Ep 22 |

ข่าวบทความ: เบญจมาภรณ์ มามุข
ภาพ: ณัฐวุฒิ จารุวงศ์ / ชายชาญ หล้าดา / ณัฐวุฒิ เพชรประไพ / chatgpt / รายการ KKU Podcast EP.22

Scroll to Top