บนเส้นทางการเติบโตของมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 62 โจทย์ความท้าทายด้านการบริหารจัดการพื้นที่กว่า 5,000 ไร่ ได้เปลี่ยนผ่านไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงถึง 420 ล้านบาทต่อปี ควบคู่ไปกับความจำเป็นในการปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมโลก
ภารกิจครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงแค่การซ่อมบำรุงตามวงรอบ แต่คือหัวใจของการยกระดับคุณภาพชีวิต เพื่อเปลี่ยน “มอดินแดง” ให้เป็นพื้นที่ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่ได้อย่างสมบูรณ์

โจทย์สำคัญในการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืนเพื่ออนาคต คือที่มาที่ สภามหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้กำหนดนโยบายด้าน “การบูรณาการหลักการ ESG กับการพัฒนามหาวิทยาลัยอัจฉริยะ (Smart Campus and ESG Integration)” โดยมี รศ.ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม เป็นหัวขบวนในการขับเคลื่อน เพื่อเป้าหมายในการเปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ให้เป็น “Great Place to Live” ที่น่าอยู่ น่าเรียน และน่าทำงาน

ซึ่งในการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง รศ.ดร.ชูพงษ์ ได้วาง “4 กรอบแนวคิดสำคัญในการดำเนินงาน” เพื่อใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการตัดสินใจและออกแบบโครงการกายภาพทุกประเภท ประกอบด้วย
- Safety (ปลอดภัย): สภาพแวดล้อมต้องเอื้อต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน
- Handy (สะดวก): ระบบสาธารณูปโภคและทางกายภาพต้องใช้งานง่าย เข้าถึงสะดวก
- Beauty (สวยงาม): มีทัศนียภาพที่ร่มรื่น สวยงาม และสร้างแรงบันดาลใจ
- Green (เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม): ทุกการพัฒนาต้องคำนึงถึงความยั่งยืนและลดผลกระทบต่อธรรมชาติ
ซึ่งเบื้องหลังแนวคิดทั้ง 4 ด้านนี้ รศ.ดร.ชูพงษ์ ได้เผยถึงเหตุผลและทัศนะในการวางรากฐานเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนว่า
“ความยั่งยืนเป็นสิ่งสำคัญครับ เพราะถ้าเราจะพัฒนาเพื่อให้ตอบโจทย์แค่วันนี้วันเดียวมันก็ง่ายมาก แต่ในมหาวิทยาลัยขอนแก่นเราพัฒนามา 60 ปีนะครับ และยังคงต้องพัฒนาต่อไป เพราะฉะนั้นการคิดถึงอนาคตที่จะเกิดขึ้นในอีก 10-20 ปีข้างหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญ… เพื่อให้เราได้คำตอบที่ดีที่สุด ณ ปัจจุบัน สำหรับตอบโจทย์คนรุ่นลูกหลานเราครับ”
ในก้าวแรกของการปรับปรุง รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อมได้เผยว่า มหาวิทยาลัยได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลพื้นที่ แทนการพึ่งพากำลังคนเพียงอย่างเดียว โดยการใช้ระบบ Smart Alarm และกล้องวงจรปิดในการเฝ้าระวังเหตุไม่พึงประสงค์ ควบคู่ไปกับระบบ Smart Monitoring ที่ทำหน้าที่ติดตามการทำงานของอาคารและระบบสาธารณูปโภคแบบเรียลไทม์
“เราจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยทั้งขั้นตอนการออกแบบ การมอนิเตอร์ รวมไปถึงขั้นตอนในการควบคุม (Control) ต่าง ๆ เพื่อลดจำนวนคน และเพื่อให้มีการตรวจสอบได้อย่างเป็นปัจจุบัน (Real-time) มากยิ่งขึ้น เช่น มอนิเตอร์ว่าใชัพลังงานเท่าไหร่ บำบัดน้ำเป็นอย่างไร มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นหรือไม่ เพื่อให้เราบริหารจัดการพื้นที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพครับ”
นอกจากเทคโนโลยีอัจฉริยะที่ทำหน้าที่เป็น ‘ดวงตา’ ในการเฝ้าระวังความปลอดภัยแล้ว หัวใจสำคัญที่ลึกไปกว่านั้นคือการใช้ระบบ Smart Monitoring เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลการใช้ทรัพยากรภายในมหาวิทยาลัยอย่างละเอียด
จากฐานข้อมูลนี้เองที่ทำให้เราพบตัวเลขที่น่าตกใจว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นมีภาระค่าไฟฟ้าสูงถึง 420 ล้านบาทต่อปี ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อรับทราบปัญหา แต่ถูกนำมาใช้เป็นฐานในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ เพื่อลงมือแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างขนาดใหญ่ให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด
ด้วยเหตุนี้ มข. จึงได้เร่งผลักดันโครงการพลังงานสะอาดเพื่อกู้คืนงบประมาณส่วนนี้กลับมา โดยการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ (Solar Cell) ขนาดใหญ่ถึง 30 เมกะวัตต์ ควบคู่ไปกับการปฏิรูประบบสาธารณูปโภคเดิมที่ล้าสมัยอย่างระบบบำบัดน้ำเสีย ให้กลายเป็นแบบตะกอนเร่ง (Activated Sludge) ที่ทรงประสิทธิภาพ เพื่อลดทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประหยัดงบประมาณแผ่นดินไปพร้อมกัน โดย รศ.ดร.ชูพงษ์ ได้เน้นย้ำถึงความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ว่า
“โครงการที่เราจะเห็นผลชัดเจนคือ บ่อบำบัดน้ำเสียที่จะเสร็จในเดือนพฤษภาคม และการติดตั้งแผงโซลาเซลล์ ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและประหยัดงบประมาณได้ถึง 2,500 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา 20 ปี… นอกจากนี้ อาคารใหม่ของวิทยาลัยนานาชาติและวิทยาลัยการคอมพิวเตอร์ ก็จะถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Green Design เพื่อเป็นศูนย์สาธิตอาคารแห่งอนาคตที่ประหยัดพลังงานอย่างแท้จริงครับ”

ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของนโยบาย Smart Campus & ESG Integration จะเกิดขึ้นไม่ได้หากขาดพลังการมีส่วนร่วมจากประชาคม มข. ทุกคน มหาวิทยาลัยจึงมุ่งเน้นการสร้างสุนทรียภาพในสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการสร้างจิตสำนึกรักษ์โลก เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายการเป็นมหาวิทยาลัยที่ปลดปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2572 รศ.ดร.ชูพงษ์ ได้กล่าวทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นว่า
“หากเราทุกคนช่วยกัน ทั้งการอนุรักษ์พลังงาน ปลูกต้นไม้ และคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง เมื่อรวมเข้ากับแผนโครงสร้างพื้นฐานที่เราลงทุนไป ในปี พ.ศ. 2572 มหาวิทยาลัยขอนแก่นจะสามารถก้าวสู่การเป็น Net Zero ได้อย่างแน่นอน แม้ช่วงนี้อาจมีความไม่สะดวกจากการก่อสร้างบ้าง แต่อีก 2-3 ปีข้างหน้า มข. จะพลิกโฉมใหม่ทั้งหมดเพื่อส่งต่อสภาพแวดล้อมที่ดีที่สุดให้แก่ลูกหลานเราครับ”
จากวิสัยทัศน์ที่มองไกลไปถึงคนรุ่นหน้า วันนี้มหาวิทยาลัยขอนแก่นไม่ได้เพียงแค่ซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่ แต่กำลังสร้างมาตรฐานใหม่ด้านกายภาพที่ผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้บ้านหลังใหญ่แห่งนี้เป็น “Great Place to Live” ที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน





