มหาวิทยาลัยขอนแก่น – KKUVOLT นำส่งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่แบบเคลื่อนย้ายได้ ภายใต้การสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อเสริมความพร้อมฐานปฏิบัติการเนิน 350

มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย นำส่งนวัตกรรม “KKUVOLT” ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่แบบเคลื่อนย้ายได้ เสริมศักยภาพพลังงานฐานปฏิบัติการชายแดน ลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมผลักดันเทคโนโลยีผลิตในประเทศเพื่อความมั่นคงอย่างยั่งยืน

มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน พร้อมด้วย รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ และทีมวิศวกร ลงพื้นที่ฐานปฏิบัติการเนิน 350 กองกำลังสุรนารี ค่ายวีรวัฒน์โยธิน จังหวัดสุรินทร์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เพื่อเตรียมความพร้อมและสำรวจหน้างานสำหรับติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์พร้อมแบตเตอรี่แบบเคลื่อนย้ายได้ ภายใต้การสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย

ต่อมาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 ได้มีพิธีส่งมอบระบบอย่างเป็นทางการ ณ ฐานปฏิบัติการเนิน 350 โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากทั้งภาคความมั่นคงและภาคพลังงานเข้าร่วม อาทิ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ศาสตราจารย์ ดร.ธิดารัตน์ บุญมาศ รองอธิการบดีฝ่ายวิสาหกิจและสังคมยั่งยืน มหาวิทยาลัยขอนแก่น (เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินยืนกลาง) กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการบูรณาการองค์ความรู้ด้านพลังงานสะอาดของมหาวิทยาลัย เพื่อตอบโจทย์การใช้งานจริงในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนที่มีความสำคัญด้านความมั่นคง “มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนานวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงาน เพิ่มความต่อเนื่อง ในการปฏิบัติภารกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของกำลังพลในพื้นที่”

ด้าน รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ผู้อำนวยการโรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่  กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ (Local Manufacturing) ถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ เนื่องจากช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุปกรณ์จากต่างประเทศ และสามารถควบคุมมาตรฐานการผลิต ได้อย่างครบถ้วน “ระบบที่พัฒนาขึ้นไม่เพียงตอบโจทย์ด้านพลังงาน แต่ยังคำนึงถึงความปลอดภัยของข้อมูลและความมั่นคงของระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้สามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจในพื้นที่ปฏิบัติการ”

โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเข้าถึงระบบไฟฟ้า รวมถึงความยากลำบากในการขนส่งเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับแบตเตอรี่แบบเคลื่อนย้ายได้จึงเป็นทางเลือกสำคัญ ที่ช่วยลด ความเสี่ยงด้านพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในพื้นที่ปฏิบัติการ

ทั้งนี้ รศ.ดร.นงลักษณ์ มีทอง ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานสำหรับภารกิจด้านความมั่นคงกับผู้บริหารระดับสูงของกองทัพ ซึ่งเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาและผลิตเทคโนโลยีภายในประเทศ (Local Manufacturing) เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุปกรณ์ด้านความมั่นคง จากต่างประเทศ แนวทางดังกล่าวเปิดโอกาสให้สามารถควบคุมและตรวจสอบกระบวนการผลิต ได้อย่างครบถ้วนในทุกขั้นตอน ลดความเสี่ยงจากการถูกลอบฝังอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งอาจถูกใช้เพื่อการระบุพิกัดหรือเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาต อีกทั้งยังช่วยเสริมความมั่นใจว่า ระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายในระบบผลิตไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงานจะไม่ถูกแทรกแซง รบกวนสัญญาณ หรือควบคุมจากภายนอกได้โดยง่าย ทำให้กำลังพลสามารถใช้งานได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และต่อเนื่องในพื้นที่ปฏิบัติการด้านความมั่นคง


นอกจากนี้ จุดแข็งของการพัฒนาและผลิตภายในประเทศยังสะท้อนผ่านความพร้อมด้านการส่งมอบและบริการหลังการขาย ตั้งแต่การมีสินค้าพร้อมส่งในประเทศ การส่งมอบและบริการหน้างานที่รวดเร็ว ไปจนถึงระบบรองรับกรณีอุปกรณ์ขัดข้องระหว่างระยะประกัน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาการหยุดทำงานของระบบ (Downtime) และเพิ่มความต่อเนื่องในการใช้งานของระบบ ควบคู่กัน ยังสามารถดำเนินการซ่อมบำรุงภายในประเทศโดยผู้เชี่ยวชาญที่มีเครื่องมือทดสอบขั้นสูง รองรับทั้งการซ่อมระดับชิ้นส่วนและการฟื้นฟูทั้งระบบ แตกต่างจากอุปกรณ์นำเข้าที่มักต้องพึ่งพาผู้ผลิตต่างประเทศ และในบางกรณีเมื่อเกิดความเสียหายอาจไม่สามารถส่งซ่อมหรือรับคืนได้ ทำให้ต้องยุติการใช้งานทั้งชุด ซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ขณะที่แนวทางภายในประเทศช่วยยืดอายุการใช้งานและลดของเสียได้ อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับระบบ Mobile Power Station รุ่น ENGY PLUS 3000 เป็นนวัตกรรมที่พัฒนาโดยทีมวิจัยและวิศวกรของ KKUVOLT มหาวิทยาลัยขอนแก่น ออกแบบเพื่อรองรับการใช้งานในพื้นที่ภาคสนามและพื้นที่ห่างไกล สามารถจ่ายพลังงานได้สูงสุด 3.6 กิโลวัตต์ และมีความจุพลังงาน 3 กิโลวัตต์ชั่วโมง รองรับทั้งการใช้งานร่วมกับพลังงานแสงอาทิตย์และระบบไฟฟ้าทั่วไป  ระบบดังกล่าวอยู่ระหว่างการทดสอบตามมาตรฐานทางทหาร (MIL-STD) ) ภายใต้ความร่วมมือกับสำนักงานวิจัยและพัฒนาการทางทหาร กองทัพบก (สวพ.ทบ.) เพื่อยกระดับความมั่นคงด้านพลังงาน ของประเทศ และผลักดันการใช้เทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่ผลิตได้ภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยขอนแก่นในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมพลังงานสะอาด ที่สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้จริงในพื้นที่ที่มีความท้าทายสูง ตอบโจทย์ทั้งด้านความมั่นคง พลังงาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศ

 

ข่าว : เบญจมาภรณ์ มามุข
ข้อมูล/ภาพ : KKUVOLT โรงงานแบตเตอรี่และพลังงานยุคใหม่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

Scroll to Top