เจลแต้มสิวจากพืชชุมชน สู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

       ในโลกที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม งานวิจัยไม่ควรหยุดเพียงห้องแลป แต่ต้องมีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน มหาวิทยาลัยขอนแก่นมุ่งพัฒนางานวิจัยให้ตอบโจทย์สังคมและอุตสาหกรรม ผ่านการทำงานร่วมกับชุมชนและการใช้ทรัพยากรท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในสาขาพฤกษศาสตร์และผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร  นักวิจัยมหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.อรุณรัตน์ ฉวีราช ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น พร้อมทั้งอาจารย์อีก 3 ท่าน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งลาวัลย์ สุดมูล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , ดร.สานิตย์ แก้วดวงดี สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น , รศ.ดร.ธวัดชัย ธานี คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ร่วมกันพัฒนาและวิจัยร่วมกันมาเป็นเวลากว่า 4 ปี  เพื่อสร้างนวัตกรรมที่สามารถนำไปใช้จริงและพัฒนาเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นและสากล

 จากห้องแลปสู่ตลาดจริง วิจัยเพื่อผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้

         จากจุดเริ่มต้นในห้องทดลองสู่ผลิตภัณฑ์บนชั้นวางสินค้า นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นร่วมมือกับพันธมิตรทางวิชาการ พัฒนาองค์ความรู้ทางชีววิทยาให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่เพียงแค่ดีต่อผิว แต่ดีต่อเศรษฐกิจชุมชนด้วย กระบวนการพัฒนาเต็มไปด้วยความพิถีพิถัน ทุกขั้นตอนผ่านการทดสอบจนมั่นใจว่าสิ่งที่ออกสู่ตลาดคือคุณภาพจริงผ่านผลิตภัณฑ์ “เจลแต้มสิวจากสมุนไพรไทย” ว่านหางจระเข้ ลูกยอ และมหาด  เบื้องหลังผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางจากธรรมชาติ คือการทำงานอย่างเข้มข้นของทีมวิจัยที่ผสานความรู้ด้านชีววิทยา พฤกษศาสตร์ กฎหมาย และการตลาด โดยเริ่มตั้งแต่การลงพื้นที่สำรวจทรัพยากรพืชสมุนไพร ไปจนถึงการวิเคราะห์สารสำคัญในห้องแลป ก่อนจะนำมาพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ในเชิงพาณิชย์ 

ศาสตราจารย์ ดร.อรุณรัตน์ ฉวีราช

         ศาสตราจารย์ ดร.อรุณรัตน์ ฉวีราช  เผยว่า จุดเริ่มต้นของเครื่องสำอางธรรมชาติคือการศึกษาสมุนไพรตั้งแต่รากถึงสารสำคัญ แล้วพัฒนาเป็นสูตรที่ใช้ได้จริง ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านการทดสอบเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ มหาวิทยาลัยขอนแก่นตั้งเป้าหมายเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก แต่ไม่ใช่เพียงในมิติของจำนวนงานตีพิมพ์หรือการจัดอันดับ หากเป็นการเป็น “ศูนย์กลางความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง” โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ผลงานวิจัยถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ที่สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน แนวทางนี้ไม่เพียงสร้างคุณค่าให้กับงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังทำให้งานวิจัย มีคุณค่า และเข้าไปช่วยชีวิตคนได้จริง ๆ ทั้งยังมีผลต่อประชาชนทุกกลุ่ม”

 เจลสมุนไพร ความลงตัวของวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทย

        เจลแต้มสิวจากสมุนไพรไทย  ผลลัพธ์จากงานวิจัยที่ผสานธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ ผลิตภัณฑ์เจลแต้มสิวที่พัฒนาจากสมุนไพรไทย คือผลลัพธ์ของการศึกษาวิจัยเชิงลึกที่มุ่งเน้นการใช้สารสกัดธรรมชาติอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย โดยสารสำคัญที่ใช้ ได้แก่ ว่านหางจระเข้, โนนิ (ลูกยอ), และมหาด ซึ่งต่างมีคุณสมบัติทางชีวภาพที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยฟื้นฟูผิวและดูแลปัญหาสิวได้อย่างตรงจุด เจลสูตรพิเศษเพื่อผิวแพ้ง่าย ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ เช่น เจลแต้มสิว เจลล้างหน้า และเจลลดการอักเสบ ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับผิวบอบบาง โดยปราศจากแอลกอฮอล์และสารเคมีรุนแรงที่อาจก่อให้เกิดการระคายเคือง พร้อมทั้งใช้น้ำมันหอมระเหยและสารสกัดจากพืชธรรมชาติที่มีคุณสมบัติบำรุงผิวอย่างแท้จริง สารออกฤทธิ์จากพืชไทย ว่านหางจระเข้ มีสาร Aloctin A และ B รวมถึงสารต้านการอักเสบอื่นๆ ที่ช่วยสมานผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และซ่อมแซมเซลล์ผิว จึงเหมาะสำหรับการฟื้นฟูรอยแผลจากสิว ช่วยให้ผิวกลับมาเรียบเนียนและแข็งแรงขึ้น  โนนิ (ลูกยอ) อุดมด้วยสารกลุ่มอัลคาลอยด์และไอโซฟลาโวนอยด์ ที่มีงานวิจัยรองรับว่าสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ไทโรซิเนส (ตัวการสำคัญที่กระตุ้นการสร้างเมลานิน) และช่วยลดการอักเสบ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผิวที่มีปัญหารอยสิวหรือหมองคล้ำและ มหาด มีสาร Arbutin ธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่รู้จักดีในวงการเวชสำอางว่าช่วยยับยั้งการสร้างเม็ดสี ทำให้ผิวดูกระจ่างใสขึ้นอย่างปลอดภัย

        จากงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์ที่มั่นใจได้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องสำอางทั่วไป แต่เป็นผลผลิตจากกระบวนการวิจัยที่ครอบคลุม ตั้งแต่การเก็บข้อมูลจากแหล่งพืชสมุนไพรธรรมชาติทั่วประเทศไทย การศึกษาด้านชีววิทยาพืชและไฟโตเคมี การระบุสารออกฤทธิ์ที่ให้ผลจริง ไปจนถึงการทดสอบในห้องปฏิบัติการและบนผู้ใช้จริงเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ทุกขั้นตอนผลิตตั้งอยู่บนหลักความใส่ใจ ตั้งแต่การเลือกสารออกฤทธิ์ การควบคุมสัดส่วนอย่างเหมาะสม จนถึงการออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ใช้ง่ายและปลอดภัยต่อผิวในระยะยาว

ดร.สานิตย์ แก้วดวงดี สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

        ดร.สานิตย์ แก้วดวงดี สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า “เจลว่านหางจระเข้ของเรานี่แหละค่ะ คือการนำองค์ความรู้ทางชีวภาพไปอยู่ในมือคนจริง ๆ ไม่ใช่แค่ในห้องแลป งานวิจัยไม่ควรเป็นแค่ตัวเลขตีพิมพ์ แต่มันควรมีชีวิต มีคุณค่า และเข้าไปช่วยชีวิตคนได้จริง ๆ เรานำสิ่งที่ชาวบ้านเคยใช้มาต่อยอดให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยยังคงกลิ่นอายของความเป็นไทยไว้ครบถ้วน เราทดสอบทุกสูตรเองและกับอาสาสมัคร เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยก่อนถึงมือผู้ใช้”

 

Sai See It กลุ่มนักวิจัยเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งลาวัลย์ สุดมูล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

      Sai See It ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องสำอาง แต่คือผลลัพธ์ของงานวิจัยที่มีหัวใจคือ “ชุมชน” โดยกลุ่มนักวิจัยรุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (มมส.) ซึ่งร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรท้องถิ่นผ่านกระบวนการวิจัยอย่างเข้มข้นตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี  จากจุดเริ่มต้นของการศึกษาสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไทย นักวิจัยไม่เพียงสนใจผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่ยังให้ความสำคัญกับการนำองค์ความรู้สู่การใช้จริงในชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ โดยชาวบ้านในชุมชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูกพืชสมุนไพร การแปรรูปเบื้องต้น ไปจนถึงการพัฒนาทักษะด้านการตลาด การบรรจุภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ จนปัจจุบันมีกลุ่มพ่อค้าคนกลางในแพตฟอร์มต่างๆ เริ่มติดต่อขอผลิตภัณฑ์ไปขายจำนวนมากขึ้น

         Sai See It จึงเป็นมากกว่าผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แต่เป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ชุมชนไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตวัตถุดิบ แต่กลายเป็นเจ้าขององค์ความรู้ มีบทบาทในกระบวนการผลิต และได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจโดยตรง พร้อมกับเกิดความภาคภูมิใจในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง  ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การสำรวจแหล่งวัตถุดิบธรรมชาติ การวิจัยในห้องปฏิบัติการ ไปจนถึงการทดสอบทางคลินิก เพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และเชื่อถือได้ หากผลิตภัณฑ์ใดไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน จะไม่นำออกวางจำหน่ายโดยเด็ดขาด ด้วยแนวคิด “วิจัยเพื่อใช้ได้” นักวิจัย Sai See It จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่การสร้างนวัตกรรม แต่ยังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับชุมชน ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และความรู้ พวกเขาผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความเข้าใจท้องถิ่น เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ พร้อมจุดประกายให้นักวิจัยรุ่นใหม่เห็นคุณค่าของงานวิจัยที่ใช้ได้จริง

        Sai See It คือตัวอย่างเล็ก ๆ ที่สะท้อนแนวคิดใหญ่ของ มข. ว่ามหาวิทยาลัยควรเป็นศูนย์กลางแห่งความหวัง เป็นแรงขับเคลื่อนที่สัมผัสได้ และเป็นพลังที่มีชีวิต งานวิจัยที่ออกจาก มข. ไม่ใช่เพียงเอกสารทางวิชาการ แต่คือพันธสัญญาที่จะไม่ทิ้งสังคมไว้เบื้องหลัง และทีมยังเผชิญกับความท้าทายในการเลือกพันธมิตรทางธุรกิจเนื่องจากให้ความสําคัญกับความซื่อสัตย์มากกว่าผลประโยชน์ทางการเงินที่อาจเกิดขึ้น พวกเขาตั้งเป้าให้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้การวิจัยสามารถเข้าถึงประชาชนทั่วไปได้

         ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงไม่เคยหยุด มหาวิทยาลัยขอนแก่น ก็จะไม่หยุดพัฒนา เพื่อให้ทุกนวัตกรรมเป็นมากกว่าสิ่งประดิษฐ์แต่เป็นเครื่องมือของการสร้างอนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน

Scroll to Top